รู้จักฟิวเจอร์ส ออปชั่น และสัญญาสวอป เครื่องมือช่วยลดความเสี่ยงทางการเงิน ทั้งอัตราแลกเปลี่ยน ดอกเบี้ย พร้อมหลักการทำงานที่ควรรู้
ในโลกของการเงินที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เช่น การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน ความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ หรือแม้แต่อัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวขึ้นลง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อผลกำไรและต้นทุนของธุรกิจ อย่างไรก็ตามผู้ประกอบสามารถบริหารความเสี่ยงเหล่านี้ได้ด้วยเครื่องมือทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นฟิวเจอร์ส ออปชั่น หรือสวอป
ฟิวเจอร์ส ออปชั่น และสัญญาสวอป: เครื่องมือเพิ่มความมั่นคงทางการเงินสำหรับธุรกิจ
ฟิวเจอร์ส ออปชั่น และสัญญาสวอปเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถบริหารความเสี่ยงทางการเงินในสภาวะที่เศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การใช้เครื่องมือเหล่านี้อย่างเหมาะสมช่วยให้ธุรกิจสามารถ:
- ปกป้องผลกำไร ด้วยการล็อกราคาต้นทุนหรือรายได้ในอนาคต
- ลดความเสี่ยงจากความผันผวน เช่น ความเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยหรืออัตราแลกเปลี่ยน
- เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจากสถานภาพทางการเงินที่มั่นคงของบริษัท
สัญญาฟิวเจอร์ส (Futures) หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
สัญญาฟิวเจอร์ส คือ สัญญาที่ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงกันล่วงหน้าว่าจะซื้อหรือขายสินค้าหรือสินทรัพย์ในอนาคต โดยกำหนดราคาและเงื่อนไขต่าง ๆ ไว้ตั้งแต่ปัจจุบัน เมื่อถึงวันครบกำหนด ผู้ซื้อและผู้ขายมีหน้าที่ “ต้องซื้อ-ขาย และส่งมอบสินค้า” ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญานั้นๆ ปัจจุบัน ผู้ประกอบการสามารถซื้อขายฟิวเจอร์สได้ในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (Thailand Futures Exchange : TFEX) ซึ่งมีสินค้าที่เราสนใจให้เลือกได้ อาทิ ทองคำ เงิน ยางพารา
การสร้างสถานะสัญญาฟิวเจอร์ส สามารถทำได้ทั้ง 2 ฝั่ง โดยฝั่งผู้ซื้อสัญญาเรียกว่ามี “สถานะซื้อ” หรือ Long Position ส่วนฝั่งผู้ขาย เรียกว่ามี “สถานะขาย” หรือ Short Position
ตัวอย่าง
เจ้าของโรงงานผลิตยางรถยนต์ติดตามข่าวสารแล้วกังวลว่าราคายางพาราจะปรับตัวสูงขึ้น จึงได้พิจารณาเข้าซื้อสัญญาฟิวเจอร์ส (Long Position) ในราคาที่ตกลงกันไว้ที่ 100 บาทต่อหน่วย ซึ่งถือเป็นการ “ล๊อกราคา” ไว้ที่ 100 บาทต่อหน่วยแล้ว
ในเวลาต่อมา ราคายางพาราได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 120 บาทต่อหน่วย เจ้าของโรงงานผลิตยางรถยนต์เจ้านี้ จึงได้รับกำไรจากส่วนต่างของราคา เพราะได้ “ล๊อกราคา” ไว้ที่ 100 บาทต่อหน่วยแล้ว ในขณะที่ราคายางพาราได้ปรับตัวสูงขึ้นไปอีก 20 บาท ต่อหน่วย แต่ในทางกลับกัน หากราคายางพาราปรับตัวลดลงต่ำกว่าที่คาดไว้ เจ้าของโรงงานผลิตยางรถยนต์เจ้านี้จะเกิดการขาดทุนในลักษณะเดียวกัน เพราะไม่สามารถทิ้งสัญญานี้ได้และต้องซื้อยางพาราในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด
ออปชั่น (Options) หรือสัญญาสิทธิ
ออปชั่น คือสัญญาที่ให้ “สิทธิซื้อ” หรือ “สิทธิขาย” สินทรัพย์อ้างอิงแก่ผู้ซื้อ โดยกำหนดราคา จำนวน และระยะเวลาที่ชัดเจน ผู้ซื้อสัญญาจะต้องจ่าย “ค่าพรีเมียม” (Premium) ให้กับผู้ขายเพื่อแลกกับสิทธิดังกล่าว ทั้งนี้ผู้ซื้อสามารถเลือกใช้สิทธิหรือไม่ใช้สิทธิตามความเหมาะสมได้ แต่ในกรณีที่ผู้ซื้อเลือกใช้สิทธิ ผู้ขายมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ระบุในสัญญา
ออปชั่นสามารถแบ่งตามลักษณะการใช้สิทธิได้เป็น 2 แบบ คือ คอลออปชั่น (Call Options) และพุทออปชั่น (Put Options) โดยคอลออปชั่นจะเป็นสิทธิในการซื้อ ส่วนพุทออปชั่นจะเป็นสิทธิในการขาย
สิทธิในการซื้อ (Call Option)
Call Option คือ สัญญาออปชั่นที่ให้สิทธิ์แก่ผู้ถือในการซื้อ สินทรัพย์อ้างอิง (Underlying Asset) ในราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า (Strike Price) ภายในระยะเวลาที่กำหนดในสัญญา ผู้ซื้อ Call Option จะได้รับประโยชน์หากราคาสินทรัพย์อ้างอิงปรับตัวสูงขึ้น
สิทธิในการขาย (Put Option)
Put Option คือ สัญญาออปชั่นที่ให้สิทธิแก่ผู้ถือสัญญาในการขาย สินทรัพย์อ้างอิง (Underlying Asset) ในราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า (Strike Price) ภายในระยะเวลาที่กำหนด ผู้ซื้อ Put Option จะได้ประโยชน์เมื่อราคาสินทรัพย์อ้างอิงปรับตัวลดลง
ตัวอย่าง
เจ้าของโรงงานผลิตยางรถยนต์ติดตามข่าวสารแล้วกังวลว่าราคายางพาราจะปรับตัวสูงขึ้น จึงได้พิจารณาเข้าซื้อ Call Option โดยกำหนดราคาใช้สิทธิไว้ที่ 100 บาทต่อหน่วย
ในเวลาต่อมา ราคายางพาราได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 120 บาทต่อหน่วย เจ้าของโรงงานผลิตยางรถยนต์เจ้านี้ จึงได้รับกำไรจากส่วนต่างของราคา เพราะได้ “ล๊อกราคา” ไว้ที่ 100 บาทต่อหน่วยแล้ว ในขณะที่ราคายางพาราได้ปรับตัวสูงขึ้นไปอีก 20 บาท ต่อหน่วย
อย่างไรก็ตาม หากราคายางพาราปรับตัวลดลงต่ำกว่าที่คาดไว้ (เช่น เหลือ 80 บาทต่อหน่วย) เจ้าของโรงงานผลิตยางรถยนต์เจ้านี้มีสิทธิที่จะไม่ใช้สิทธิที่พึงได้รับจากการถือสัญญา Call Option (สิทธิในการซื้อยางพาราที่ 100 บาทต่อหน่วย) และไปซื้อยางพาราในราคาตลาดได้เลย แต่ก็จะเสียค่าพรีเมียมที่จ่ายไปขณะที่ซื้อ Call Option
สัญญาสวอป (Swap)
สัญญาสวอปคือข้อตกลงระหว่างคู่สัญญาสองฝ่ายในการแลกเปลี่ยนบางสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยสิ่งที่แลกเปลี่ยนอาจเป็นสินทรัพย์หรือปัจจัยทางการเงิน เช่น อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ หรืออัตราดอกเบี้ย ทั้งนี้ สัญญาสวอปที่ได้รับความนิยมแบ่งออกเป็นประเภทสำคัญ ดังนี้:
- สัญญาสวอปอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Swap)
เป็นข้อตกลงที่คู่สัญญาตกลงแลกเปลี่ยนภาระการชำระดอกเบี้ยระหว่างกัน โดยทั่วไปจะเกิดขึ้นระหว่างอัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) และอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) ภายใต้ระยะเวลาที่กำหนดไว้ - สัญญาสวอปเงินตราต่างประเทศ (Currency Swap)
เป็นข้อตกลงที่คู่สัญญาแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลหนึ่งกับเงินตราอีกสกุลหนึ่ง โดยมักอ้างอิงตามอัตราแลกเปลี่ยนที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า
ทั้งนี้ สัญญาสวอปถูกใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน เช่น ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยหรืออัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงใช้เพื่อการเก็งกำไรหรือปรับโครงสร้างภาระทางการเงินให้เหมาะสม
บริษัทใช้ฟิวเจอร์ส ออปชั่น และสวอปเพื่อลดความเสี่ยงทางการเงินได้อย่างไร?
บริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Currency Risk Management):
ในธุรกิจที่มีการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ เช่น การส่งออกสินค้าหรือการนำเข้าวัตถุดิบ อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เช่น ดอลลาร์สหรัฐ ยูโร หรือเยน มักมีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง ความไม่แน่นอนนี้อาจส่งผลกระทบต่อผลกำไรและต้นทุนโดยตรง การใช้ออปชั่นเป็นเครื่องมือช่วยบริหารความเสี่ยงทางการเงินสามารถช่วยล็อกอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าได้ โดยให้อิสระแก่ธุรกิจในการเลือกรับสิทธิ์ซื้อหรือขายเงินตราต่างประเทศในอัตราที่ตกลงไว้ ซึ่งช่วยป้องกันการขาดทุนจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนได้
ควบคุมต้นทุนดอกเบี้ย (Managing Interest Rate Risk):
อัตราดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วสามารถส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการกู้ยืมและการจัดการเงินทุนของบริษัท โดยเฉพาะในกรณีที่บริษัทมีภาระหนี้สินหรือสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับอัตราดอกเบี้ยลอยตัว หากมีการคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยจะปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต บริษัทสามารถใช้เครื่องมือทางการเงินอย่าง Interest Rate Swap เพื่อจัดการความเสี่ยงนี้ได้ Interest Rate Swap ช่วยให้บริษัทเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยจากลอยตัวเป็นคงที่ หรือในทางกลับกัน ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ที่เหมาะสม วิธีนี้ช่วยลดความผันผวนของต้นทุนดอกเบี้ย ทำให้บริษัทสามารถวางแผนงบประมาณได้แม่นยำขึ้นและลดผลกระทบต่อกระแสเงินสดในระยะยาว
ล็อกราคาสินค้า (Hedging Commodity Prices):
ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมันดิบ ทองคำ ข้าวสาลี หรือวัตถุดิบทางการเกษตรอื่น ๆ ความผันผวนของราคาสินค้าเหล่านี้อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัท ฟิวเจอร์สจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้บริษัทสามารถล็อกราคาซื้อหรือขายล่วงหน้าได้ โดยการทำสัญญาซื้อขายในราคาที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า หรือการประกันราคาขายให้คงที่ สามารถช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา และเสริมสร้างความมั่นคงให้กับกระแสเงินสดและแผนธุรกิจในระยะยาว
Case Study บริษัท Southwest Airlines (สหรัฐอเมริกา)
ในช่วงปี 1998-2008 Southwest Airlines ใช้กลยุทธ์การประกันความเสี่ยง ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงผ่านสัญญาฟิวเจอร์สโดยล็อกราคาน้ำมันล่วงหน้าที่ $51 ต่อบาร์เรลในขณะที่ราคาตลาดสูงขึ้นไปมากกว่า $130 ต่อบาร์เรลในช่วงปี 2008 ทำให้ Southwest Airlines สามารถรักษาต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่งในอุตสาหกรรม และสามารถคงราคาตั๋วโดยสารไว้ในราคาที่ถูกได้ ตลอดระยะเวลาที่ราคาน้ำมันมีการปรับตัวสูงขึ้น Southwest ประหยัดต้นทุนจากการประกันความเสี่ยงมากกว่า $3.5 พันล้าน เหตุการณ์นี้จึงแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการป้องกันความเสี่ยงในสถานการณ์ตลาดที่ผันผวน
เเหล่งอ้างอิง: https://southwest50.com/our-stories/the-southwest-jet-fuel-hedge-strategy/
ข้อดีและข้อเสียของฟิวเจอร์ส ออปชั่น และสวอป
ข้อดี: การประกันความเสี่ยง (Hedging)
เครื่องมือเหล่านี้ หากมีการวิเคราะห์และใช้ได้ถูกสถานการณ์ สามารถช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา อัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย ทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินงานได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น ไม่ติดขัดแม้ช่วงที่ตลาดมีความผันผวน
ข้อเสีย: ความเสี่ยงในการขาดทุน
เครื่องมือเหล่านี้อาจเป็นดาบสองคมได้เช่นกัน หากตลาดเคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้ามกับที่คาดการณ์หรีอวิเคราะห์ไว้ (เช่น ซื้อฟิวเจอร์สไว้ แต่ราคาสินค้าอ้างอิงปรับตัวลง) บริษัทก็อาจจะขาดทุนได้เช่นกัน
หากธุรกิจของคุณต้องการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ ฟิวเจอร์ส ออปชั่น และสวอปอาจเป็นคำตอบที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงินได้อย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม การใช้เครื่องมือเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จำเป็นต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบและการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางการเงิน หากคุณกำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญทางการเงินที่จะช่วยวางแผนให้ธุรกิจของคุณ METI ก็มีบริการรับให้คำปรึกษาทางการเงิน (Financial Management) ด้วยทีมงานมากประสบการณ์กว่า 30 ปี สามารถติดต่อเข้ามาได้เลย
โดย METI Accounting ของเราก็พร้อมให้คำปรึกษาอย่างเต็มที่ ด้วยผู้เชี่ยวชาญมากประสบการณ์ด้านการเงิน ให้คุณสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้เรายังมีบริการจัดทำบัญชีรายเดือน บริการตรวจสอบบัญชี ที่ปรึกษาทางบัญชีและการวางแผนภาษีอากร บริการจัดสัมมนาธุรกิจและการเงิน พร้อมทั้งบริการอื่นๆ เกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจแบบครบวงจรอีกด้วย
คำค้นที่เกี่ยวข้อง
- การบริหารความเสี่ยง
- Risk Management คือ
- Future
- อัตราแลกเปลี่ยน
- Swap

