Skip to content Skip to footer

สรรพากรตรวจสอบภาษีย้อนหลังได้กี่ปี?

สรรพากรตรวจสอบภาษีย้อนหลังได้กี่ปี? เจาะลึกข้อควรรู้เกี่ยวกับการตรวจสอบเอกสารทางการเงินและบัญชี รวมถึงกรณีโดนเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง พร้อมข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการเสียค่าปรับภาษีย้อนหลัง เพื่อช่วยให้คุณเตรียมความพร้อมและปฏิบัติตามกฎหมายภาษีอย่างถูกต้อง

การตรวจสอบภาษีย้อนหลังโดยกรมสรรพากร รวมถึงระยะเวลาที่สรรพากรสามารถตรวจสอบได้ และข้อควรระวังเกี่ยวกับการเสียค่าปรับภาษีย้อนหลัง รวมถึงการเตรียมเอกสารทางการเงินและบัญชี เพื่อหลีกเลี่ยงการโดนเรียกเก็บภาษีย้อนหลังและพร้อมสำหรับการตรวจสอบเอกสารจากสรรพากร เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบธุรกิจควรมีความเข้าใจในเบื้องต้น

การเก็บรักษาเอกสารทางการเงินและบัญชีอย่างถูกต้องไม่ใช่แค่ช่วยให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่น แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงจากการโดนเรียกเก็บภาษีย้อนหลังโดยกรมสรรพากร

อายุความในการตรวจสอบภาษีย้อนหลัง

  1. กรณีทั่วไป:
    หากไม่มีข้อบ่งชี้ถึงการหลีกเลี่ยงภาษี สรรพากรมีสิทธิเรียกเก็บภาษีย้อนหลังได้ 2 ปี นับจากวันที่ยื่นแบบภาษี
  2. กรณีหลีกเลี่ยงภาษี:
    หากพบหลักฐานว่ามีการหลีกเลี่ยงภาษีโดยเจตนา สรรพากรสามารถขยายระยะเวลาตรวจสอบได้ถึง 5 ปี
  3. กรณีไม่ยื่นแบบภาษี:
    หากไม่ได้ยื่นภาษีเลยและถูกตรวจพบในภายหลัง กรมสรรพากรจะสามารถดำเนินคดีย้อนหลังได้สูงสุด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

หมายเหตุ: การตรวจสอบนี้ครอบคลุมทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล

  1. The period for which the Revenue Department can audit your taxes varies based on the circumstances.

    • General Case (No Suspected Evasion): The Revenue Department has the right to assess and collect back taxes for a period of 2 years from the date of the tax filing deadline.
    • Case of Tax Evasion: If there is clear evidence of intentional tax evasion, the Revenue Department can extend the audit period to 5 years.
    • Case of Failure to File: If a tax return was never filed, the Revenue Department has the authority to initiate legal proceedings for up to 10 years under the Civil and Commercial Code.

    Note: These audit periods apply to both individuals and corporate entities.

บทลงโทษกรณียื่นภาษีไม่ถูกต้อง

หากคุณลืมยื่นภาษีหรือยื่นล่าช้า คำถามที่ตามมาคือ “จะมีบทลงโทษอะไรบ้าง?” บทลงโทษและค่าปรับภาษีย้อนหลังจะแตกต่างกันไปตามลักษณะของความผิด ซึ่งสามารถแบ่งได้ดังนี้:

1. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด. 1, 2, 3, 53)

ค่าปรับอาญา:

  • ยื่นล่าช้าไม่เกิน 7 วัน: ปรับ 100 บาท
  • ยื่นล่าช้าเกิน 7 วัน: ปรับ 200 บาท


เงินเพิ่ม:
อัตรา 1.5% ต่อเดือน จากจำนวนภาษีที่ต้องชำระ (เศษของเดือนคิดเป็น 1 เดือน)

2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30)

กรณีที่ 1: กรณียื่นปกติ (ไม่ได้ยื่นแบบมาก่อน)

ค่าปรับอาญา:

  • ยื่นล่าช้าไม่เกิน 7 วัน: ปรับ 300 บาท
  • ยื่นล่าช้าเกิน 7 วัน: ปรับ 500 บาท


เงินเพิ่ม:
อัตรา 1.5% ต่อเดือน จากจำนวนภาษีที่ต้องชำระ (เศษของเดือนคิดเป็น 1 เดือน)

เบี้ยปรับ:

  • ถ้าชำระภายใน 1-15 วัน คิดค่าเบี้ยปรับในอัตรา 2% x 2 เท่าจากจำนวนภาษีที่ต้องชำระ
  • ถ้าชำระภายใน 16-30 วัน คิดค่าเบี้ยปรับในอัตรา 5% x 2 เท่าจากจำนวนภาษีที่ต้องชำระ
  • ถ้าชำระภายใน 31-60 วัน คิดค่าเบี้ยปรับในอัตรา 10% x 2 เท่าจากจำนวนภาษีที่ต้องชำระ
  • ถ้าชำระหลัง 60 วันไปแล้ว คิดค่าเบี้ยปรับในอัตรา 20% x 2 เท่าจากจำนวนภาษีที่ต้องชำระ


กรณีที่ 2:
กรณียื่นเพิ่มเติม (เคยยื่นแบบครั้งแรกมาแล้วภายในกำหนดเวลา)

ค่าปรับอาญา: ไม่มี

เงินเพิ่ม: อัตรา 1.5% ต่อเดือน จากจำนวนภาษีที่ต้องชำระจากจำนวนภาษี (เศษของเดือนคิดเป็น 1 เดือน)

เบี้ยปรับ:

  • ถ้าชำระภายใน 1-15 วัน คิดค่าเบี้ยปรับในอัตรา 2% จากจำนวนภาษีที่ต้องชำระ
  • ถ้าชำระภายใน 16-30 วัน คิดค่าเบี้ยปรับในอัตรา 5% จากจำนวนภาษีที่ต้องชำระ
  • ถ้าชำระภายใน 31-60 วัน คิดค่าเบี้ยปรับในอัตรา 10% จากจำนวนภาษีที่ต้องชำระ
  • ถ้าชำระหลัง 60 วันไปแล้ว คิดค่าเบี้ยปรับในอัตรา 20% จากจำนวนภาษีที่ต้องชำระ

3. ภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี (ภ.ง.ด. 51)

ค่าปรับอาญา:

  • ยื่นล่าช้าไม่เกิน 7 วัน: ปรับ 1,000 บาท
  • ยื่นล่าช้าเกิน 7 วัน: ปรับ 2,000 บาท

เงินเพิ่ม: อัตราร้อยละ 20 ของจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระ ตามแบบ ภ.ง.ด 51 อย่างไรก็ตามอาจมีกรณีที่ได้ปรับลดเงินเพิ่มตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้ 

  • ล่าช้าไม่เกิน 2 วัน: อัตรา 0.1% ต่อเดือน จากจำนวนภาษีที่ต้องชำระ
  • ล่าช้าเกิน 2 วันแต่ไม่เกิน 7 วัน: อัตรา 0.5% ต่อเดือน จากจำนวนภาษีที่ต้องชำระ
  • ล่าช้าเกิน 7 วัน: อัตรา 1.5% ต่อเดือน จากจำนวนภาษีที่ต้องชำระ (เศษของเดือนคิดเป็น 1 เดือน) จนกว่าเงินเพิ่มจะมีจำนวนครบอัตราร้อยละ 20 ของเงินภาษี
4. ภาษีเงินได้นิติบุคคลสิ้นปี (ภ.ง.ด. 50)

ค่าปรับอาญา:

  • ยื่นล่าช้าไม่เกิน 7 วัน: ปรับ 1,000 บาท
  • ยื่นล่าช้าเกิน 7 วัน: ปรับ 2,000 บาท

เงินเพิ่ม: อัตรา 1.5% ต่อเดือน จากจำนวนภาษีที่ต้องชำระ (เศษของเดือนคิดเป็น 1 เดือน)

5. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90/91/94)

ค่าปรับอาญา:

  • ยื่นล่าช้าไม่เกิน 7 วัน: ปรับ 100 บาท
  • ยื่นล่าช้าเกิน 7 วัน: ปรับ 200 บาท


เงินเพิ่ม:
อัตรา 1.5% ต่อเดือน จากจำนวนภาษีที่ต้องชำระ (เศษของเดือนคิดเป็น 1 เดือน)

ความแตกต่างระหว่างเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และค่าปรับทางอาญา

เบี้ยปรับ คือ เงินที่ผู้มีรายได้ต้องเสียให้กับกรมสรรพากร เนื่องจากไม่จ่ายภาษี หรืจ่ายภาษีไม่ครบถ้วน

เงินเพิ่ม คือ เงินค่าปรับเพิ่มเติมที่คำนวณจากค่าภาษีที่จ่ายไม่ครบอีก 1.5% ต่อเดือน เพื่อเร่งรัดให้ผู้เสียภาษี ชำระภาษีให้ถูกต้องโดยเร็ว

ค่าปรับทางอาญา คือ ค่าปรับที่ไม่ได้คำนวณจากภาษีที่ค้างชำระ แต่จะประเมินจากการกระทำความผิดทางอาญา

เอกสารที่ต้องจัดเก็บและระยะเวลาเก็บรักษา

การเก็บเอกสารบัญชีและภาษีเป็นสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีและกรมสรรพากร และยังเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายที่กำหนด ผู้ประกอบการควรจัดเก็บเอกสารให้เป็นระเบียบและสะดวกต่อการค้นหา โดยมีข้อกำหนดหลัก ๆ ดังนี้:

 

  1. พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543
    กฎหมายนี้กำหนดให้เจ้าของกิจการหรือกรรมการบริษัทต้องเก็บรักษาเอกสารบัญชี เช่น บัญชีรายวัน (เงินสด ธนาคาร ซื้อ ขาย) บัญชีแยกประเภท (สินทรัพย์ หนี้สิน รายได้) และเอกสารประกอบการลงบัญชี เช่น ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษีซื้อ-ขาย รวมถึงเอกสารภายในที่ใช้ในกิจการ เช่น ใบเบิกเงินสด ใบเบิกค่าเดินทาง
  2. มาตรา 87/3 แห่งประมวลรัษฎากร
    ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องเก็บรักษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น รายงานภาษีขาย ซื้อ และสินค้าคงเหลือ โดยต้องจัดเก็บใบกำกับภาษีและเอกสารประกอบภาษีให้เป็นระเบียบ และแยกเก็บตามรายเดือน

     

ระยะเวลาในการเก็บเอกสาร:

 

  • พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 กำหนดให้เก็บเอกสารบัญชีและหลักฐานประกอบการบัญชีไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันที่ปิดบัญชี
  • มาตรา 87/3 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้เก็บเอกสารภาษีมูลค่าเพิ่มไม่อย่างน้อย 5 ปี นับจากวันที่ยื่นแบบภาษีหรือทำรายงาน

วิธีจัดการเอกสารอย่างมีประสิทธิภาพ: เคลียร์ง่าย เก็บเป็นระเบียบ

เคยไหมที่ต้องปวดหัวกับเอกสารกองโต ไม่ว่าจะเป็นเอกสารส่วนตัว เอกสารงาน หรือเอกสารธุรกิจที่หายากทุกครั้งเมื่อจะใช้? หากปัญหานี้คุ้นเคยสำหรับคุณ บทความนี้มีวิธีจัดการเอกสารให้เป็นระเบียบ ค้นหาง่าย ประหยัดพื้นที่ และปลอดภัยจากการสูญหายหรือเสียหาย

ข้อดีของการจัดเก็บเอกสารให้เป็นระเบียบ

  1. ค้นหาง่าย ใช้เวลาไม่นาน
    การจัดระเบียบช่วยให้หาเอกสารได้เร็วขึ้น ลดเวลาในการค้นหา เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และลดความหงุดหงิดใจ
  2. ป้องกันเอกสารสูญหาย
    เอกสารสำคัญ เช่น สัญญาหรือเอกสารภาษี จะถูกจัดเก็บอย่างปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากการตกหล่นหรือหาย
  3. ยืดอายุการใช้งานของเอกสาร
    การจัดเก็บอย่างถูกต้องช่วยปกป้องเอกสารจากความชื้น ความร้อน หรือแมลง ทำให้เอกสารคงสภาพดี
  4. รักษาความลับได้ดียิ่งขึ้น
    การจัดเก็บเอกสารธุรกรรมหรือเอกสารลับในที่ที่ปลอดภัยช่วยลดความเสี่ยงจากการรั่วไหลของข้อมูล

เทคนิคจัดการเอกสารปริมาณมากอย่างมืออาชีพ

เริ่มต้นจัดการเอกสารด้วยวิธีการต่อไปนี้:

  1. จัดเรียงตามลำดับที่เข้าใจง่าย
    • เรียงเอกสารตามตัวอักษร วันที่ หรือหมายเลขเอกสาร เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหา
  2. แยกประเภทเอกสารให้ชัดเจน
    • แบ่งเอกสารเป็นหมวด เช่น เอกสารหมวดหมู่บัญชี เช่นใบกำกับภาษีซื้อ เอกสารหมวดหมู่สัญญา เช่น สัญญาจ้างบริการ สัญญาพนักงาน ฯลฯ
  3. ติดฉลากหรือป้ายชื่อชัดเจน
    • ระบุประเภทเอกสารบนแฟ้มหรือกล่องจัดเก็บ เพื่อให้ทราบทันทีว่าภายในบรรจุอะไร
  4. แปลงเอกสารเป็นไฟล์ดิจิทัล
    • สแกนเอกสารสำคัญเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์หรือคลาวด์ ช่วยสำรองข้อมูลในกรณีเอกสารต้นฉบับเสียหายหรือสูญหาย


การจัดเก็บเอกสารอย่างมีระบบช่วยลดความยุ่งยากในการค้นหา ป้องกันความเสียหาย และเพิ่มความปลอดภัยในการจัดการข้อมูล สำคัญที่สุดคือการเลือกใช้วิธีที่เหมาะสมและใช้อุปกรณ์จัดเก็บที่ตอบโจทย์ เพื่อให้ชีวิตและการทำงานเป็นระเบียบยิ่งขึ้น

คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง

  • ภาษีย้อนหลัง
  • การเสียค่าปรับภาษีย้อนหลัง
  • เอกสารทางการเงินและบัญชี
  • โดนเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง
  • สรรพากรเรียกตรวจเอกสารย้อนหลัง