เรียนรู้เรื่องภาษี อีกหนึ่งสิ่งสำคัญสำหรับการธุรกิจ ใครมีหน้าที่ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่มบ้าง พร้อมอีกหลายเรื่องภาษีที่ผู้ประกอบการต้องรู้
การจดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็นเรื่องสำคัญที่ทุกธุรกิจควรให้ความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ การจดภาษีมูลค่าเพิ่มสามารถช่วยให้ธุรกิจปฏิบัติตามกฎหมายภาษีได้อย่างถูกต้อง ซึ่งหากเจ้าของธุรกิจคนไหนที่ไม่เชี่ยวชาญในการเรื่องการภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็คงจะปวดหัวไม่น้อย หากต้องดำเนินการเรื่องต่างๆ เหล่านี้ด้วยตนเอง ดังนั้นบทความนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักและเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มกันให้มากขึ้น หรือใครที่ต้องการคำปรึกษาแบบทันใจ METI Accounting ของเรามีบริการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการจดทะเบียนมูลค่าเพิ่มแบบครบ จบ ทุกขั้นตอน ให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญระดับมืออาชีพ
การจดภาษีมูลค่าเพิ่ม (จด VAT) คืออะไร?
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax หรือ VAT) คือ ภาษีที่เก็บจากการซื้อขายสินค้าหรือบริการที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตและจำหน่ายภายในประเทศ รวมถึงการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศด้วย โดยธุรกิจจะต้องจ่ายภาษีเมื่อขายสินค้าหรือบริการ แต่สามารถหักลบภาษีที่จ่ายไปในการซื้อวัตถุดิบหรือสินค้าต่างๆ ที่ใช้ในการผลิตได้ ซึ่งการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมให้ธุรกิจในระบบเศรษฐกิจต้องจ่ายภาษีอย่างถูกต้องและเป็นระเบียบ นอกจากนี้การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มยังทำให้ธุรกิจสามารถออกใบกำกับภาษี (TAX INVOICE) ให้แก่ลูกค้าได้ ซึ่งเป็นการยืนยันการชำระภาษีที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยปัจจุบันหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้คือกรมสรรพากร ซึ่งอัตราปัจจุบันของภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่ที่ 7%
ใครมีหน้าที่ต้องจด VAT บ้าง?
การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) นั้นมีข้อบังคับที่ชัดเจนว่าใครบ้างที่มีหน้าที่ต้องจด VAT โดยธุรกิจที่ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ ธุรกิจที่มีรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการในแต่ละปีเกิน 1.8 ล้านบาท ซึ่งตามกฎหมายได้กำหนดไว้ว่าผู้มีรายได้เข้าเกณฑ์ดังกล่าว จะต้องทำการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยให้ยื่นคำขอจด VAT ภายใน 30 วัน นับจากวันที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท และต้องนำส่งให้กรมสรรพากรทุกเดือนนับตั้งแต่วันที่ยื่นจดภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นต้นไป แต่ถ้าหากธุรกิจไหนที่มีรายได้ตลอดทั้งปีไม่ถึงหรือเท่ากับ 1.8 ล้านบาทพอดี ถือว่ายังไม่เข้าเกณฑ์ในการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
ธุรกิจไหนที่ได้รับการยกเว้นการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม?
แม้กฎหมายจะมีข้อกำหนดให้ธุรกิจส่วนใหญ่ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่มีธุรกิจบางส่วนที่ได้รับการยกเว้นเช่นกัน เช่น ธุรกิจที่มีรายได้ต่ำกว่าหรือเท่ากับ 1.8 ล้านบาทต่อปี แต่หากต้องการจด VAT เพื่อให้ได้ประโยชน์ในการหักลบภาษีหรือเพื่อความสะดวกในการทำธุรกรรมสามารถทำได้ นอกจากนี้ยังมีธุรกิจอีกบางประเภทที่ได้รับการยกเว้นด้วย ตัวอย่างเช่น
- การให้บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาลทั้งราชการและเอกชน
- การให้บริการสถานศึกษา ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ สวนสัตว์
- ธุรกิจจำหน่ายสัตว์ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตภายในประเทศ
- ธุรกิจจำหน่ายพืชผลทางการเกษตรภายในประเทศ
- ธุรกิจด้านการขนส่ง
บุคคลธรรมดารายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต้องจด VAT หรือไม่?
สำหรับบุคคลธรรมดาที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีนั้น จำเป็นต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หากมีรายได้เกินเกณฑ์ที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย ทั้งนี้การจดภาษีมูลค่าเพิ่ม สามารถช่วยให้บุคคลธรรมดาที่ทำธุรกิจสามารถขอคืนภาษีและหักลบภาษีจากการซื้อสินค้าและบริการได้เช่นเดียวกับบริษัท
ถ้ามีรายได้ถึงเกณฑ์ที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ไม่จด VAT จะเกิดอะไรขึ้น?
หากธุรกิจมีรายได้ถึงเกณฑ์ที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ไม่ดำเนินการจดทะเบียน จะเสี่ยงต่อการโดนปรับและถูกตรวจสอบจากกรมสรรพากร การไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อถึงเกณฑ์ที่กำหนดถือเป็นการฝ่าฝืนและมีโทษตามกฎหมาย คือ จำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับ 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แถมยังต้องโดยจ่ายภาษีย้อนหลังอีกด้วย
ข้อดีและข้อเสียของการจดภาษีมูลค่าเพิ่ม (จด VAT)
สำหรับการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น เรียกได้ว่ามีทั้งข้อดีและข้อเสีย ดังนี้
ข้อดีของการจดภาษีมูลค่าเพิ่ม
- เพิ่มความน่าเชื่อถือและความโปร่งใส : การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าและคู่ค้าทางธุรกิจ เนื่องจากธุรกิจจะต้องมีการออกใบกำกับภาษีที่เป็นทางการ
- สามารถหักลบภาษีที่จ่ายไปในการซื้อสินค้าได้ : ธุรกิจที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจะสามารถใช้ภาษีที่ได้จ่ายไปในการซื้อสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจ (ภาษีซื้อ) มาหักลบกับภาษีที่ต้องจ่ายจากการขายสินค้าและบริการ (ภาษีขาย) ได้
- ขยายโอกาสทางธุรกิจ : การจด VAT จะช่วยให้ธุรกิจสามารถขายสินค้าให้กับธุรกิจอื่นที่จด VAT ได้ เนื่องจากลูกค้าในกลุ่มนี้มักจะต้องการใบกำกับภาษี
- มีระบบในการจัดการบัญชี ตรวจสอบง่าย : เมื่อได้จดภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ธุรกิจจะต้องจัดทำรายงานภาษีซื้อ-ขายให้กรมสรรพากร ดังนั้นจึงต้องมีการลงบัญชีรายการซื้อ-ขาย รวมถึงการเก็บเอกสารใบกำกับภาษีไว้ให้ครบถ้วนและเป็นระบบ เมื่อมีการจัดการเรื่องของบัญชีได้อย่างเป็นระบบ ก็จะทำให้ตรวจสอบเอกสารต่างๆ ได้ง่ายขึ้น และการทำงานมีประสิธิภาพมากขึ้น
ข้อเสียของการจดภาษีมูลค่าเพิ่ม
ต้องมีการคำนวณภาษีและทำเอกสารมากขึ้น : การจด VAT จะทำให้ธุรกิจต้องใช้เวลาและทรัพยากรในการจัดทำเอกสาร เช่น ใบกำกับภาษีและรายงานภาษีที่เกี่ยวข้อง
สินค้าที่ขายมีราคาแพงขึ้น : สำหรับราคาสินค้าและบริการในธุรกิจต่างๆ จะต้องมีการบวก VAT 7% ทุกครั้ง ดังนั้นสินค้าที่ขายจึงต้องมีราคาที่สูงขึ้นตามไปด้วย จนอาจส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้า
ต้องทำรายงานส่งกรมสรรพากรทุกเดือน : ธุรกิจต่างๆ ที่จดภาษีมูลค่าเพิ่มจะต้องทำรายงานภาษีซื้อ-ขาย และยื่นแบบ ภ.พ.30 ให้กับกรมสรรพากรทุกเดือน ถึงแม้ว่าจะไม่มีการซื้อ-ขายก็ตาม
ต้องอาศัยความรู้เรื่องภาษี : การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม จำเป็นต้องอาศัยความรู้และความเชี่ยวชาญจากผู้ดำเนินการ หากไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดทางภาษีหรือเกิดการทำผิดพลาดในการจัดทำเอกสาร อาจทำให้ธุรกิจโดนปรับหรือเสียภาษีเพิ่มเติม ซึ่งหากเจ้าของธุรกิจไม่ชำนาญในเรื่องนี้หรือขาดบุคลากรที่จะเข้ามาช่วย เราขอแนะนำให้ใช้บริการบริษัทรับจดและยื่น VAT ก็จะช่วยให้คุณดำเนินการเรื่อง VAT ได้อย่างถูกต้อง
วิธีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
สำหรับธุรกิจที่เข้าเกณฑ์ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่ม สามารถดำเนินการในการขอจดได้ที่ กองบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ หรือสำนักงานสรรพากรสาขาต่างๆ ตามพื้นที่สาขาที่ธุรกิจของคุณตั้งอยู่ หรือในปัจจุบันสามารถจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มออนไลน์ได้แล้ว ผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากร โดยเอกสารที่ต้องเตรียมไว้ในการขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม มีดังนี้
- แบบคำขอจดทะเบียน ภ.พ.01 จำนวน 3 ฉบับ
- ภ.พ.01.1 จำนวน 3 ฉบับ
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านกรรมการผู้มีอำนาจ หรือผู้ประกอบการ 1 ฉบับ
- สำเนาทะเบียนบ้านที่ใช้ตั้งเป็นสถานประกอบการ 1 ฉบับ
- รูปภาพสำนักงานทั้งภายในและภายนอก อย่างน้อย 4 ภาพ จำนวน 2 ชุด
- แผนที่สำนักงาน 2 ชุด
- สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลพร้อมวัตถุประสงค์ / สำเนาใบทะเบียนพาณิชย์ / ภาพถ่ายหนังสือการจัดตั้งคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล 1 ฉบับ
- หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี) กรณีให้บุคคลอื่นยื่นจดทะเบียนแทนผู้มีอำนาจของกิจการ 1 ฉบับ
- สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของเจ้าของสถานที่ 1 ฉบับ (กรณีผู้มีอำนาจกิจการไม่ใช่เจ้าของสถานที่)
- หนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ 1 ฉบับ (กรณีผู้มีอำนาจกิจการไม่ใช่เจ้าของสถานที่)
- สัญญาเช่า 1 ฉบับ (กรณีที่มีการเช่าสถานที่ตั้งสำนักงาน)
เมื่อเจ้าพนักงานได้รับคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามแบบ ภ.พ.01 พร้อมเอกสารต่างๆ ที่ระบุไว้ครบถ้วนแล้ว จะมีการออกใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แบบ ภ.พ.20) ให้ ซึ่งจะมีผลให้ผู้ประกอบการเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนตามกฎหมาย ตั้งแต่วันที่ระบุไว้ในใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นต้นไป
ภ.พ. 20 คืออะไร? มีความสำคัญอย่างไรกับบริษัท
ใบ ภ.พ. 20 คือ ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ถือเป็นเอกสารและหลักฐานสำคัญที่แสดงว่าบริษัทหรือธุรกิจของคุณ ได้รับการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ใบ ใบ ภ.พ. 20 ยังมีความสำคัญคือ ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับคู่ค้าทางธุรกิจว่าคุณได้มีการจด VAT อย่างถูกต้อง หากคู่ค้ามีการขอข้อมูลต่างๆ ก็สามารถยื่นใบนี้ประกอบได้เลย เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้แก่ธุรกิจ
นอกจากนี้หากบริษัทหรือธุรกิจของคุณต้องการทำธุรกรรมต่างๆ กับธนาคาร หรือหน่วยงานราชการต่างๆ เช่น การไฟฟ้า ผู้ที่บริษัทไปทำธุรกรรมด้วยอาจจะมีการขอเอกสารหลักฐานต่างๆ ของบริษัท ซึ่งใบ ภ.พ. 20 มักเป็นเอกสารที่ใช้เป็นประจำ
เมื่อได้รับ ใบ ภ.พ. 20 มาแล้ว ต้องทำอย่างไรต่อ
เมื่อธุรกิจของคุณได้เอกสารฉบับนี้มาแล้ว นั่นแปลว่าคุณได้เข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างถูกต้อง และต้องดำเนินการขั้นตอนต่างๆ ต่อไปดังนี้
- ยอดขายทุกรายการของธุรกิจ ต้องมีการคิด VAT 7% พร้อมนำส่งภาษีขายให้แก่กรมสรรพากร
- ภาษีซื้อที่เกิดจากยอดซื้อต่างๆ ทางบริษัทจะต้องเก็บใบกำกับภาษีเอาไว้ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการนำภาษีซื้อมาหักออกจากภาษีขาย
- ต้องมีการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มโดยใช้แบบ ภพ.30 ให้แก่กรมสรรพากรทุกเดือน ภายในวันที่ 15 (หากยื่นแบบกระดาษ) หรือวันที่ 23 (หากยื่นแบบออนไลน์) ของเดือน
การตรวจสอบสถานะการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
การตรวจสอบสถานะการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มสามารถทำได้ง่ายๆ ผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากร หรือสามารถติดต่อสอบถามได้ที่สำนักงานสรรพากรในพื้นที่ การตรวจสอบสถานะนี้จะช่วยให้คุณทราบว่าบริษัทของคุณได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วหรือไม่ รวมถึงสามารถตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับภาษีมูลค่าเพิ่มที่คุณได้ยื่นไปด้วย
สรุป : เรื่องการจดภาษีมูลค่าเพิ่ม
การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (จด VAT) เป็นกระบวนการสำคัญที่ไม่เพียงแต่ช่วยให้ธุรกิจของคุณถูกต้องตามกฎหมาย แต่ยังมีประโยชน์มากมายในการช่วยลดภาระภาษีและเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจของคุณ โดยเจ้าของธุรกิจสามารถดำเนินการได้เองที่กรมสรรพากร หรือสามารถจดภาษีมูลค่าเพิ่มออนไลน์ได้ผ่านทางเว็บไซต์ของกรมสรรพากร แต่หากคุณยังไม่แน่ใจว่าควรจะจด VAT หรือไม่ หรือยังไม่ขาดความเชี่ยวชาญในการเรื่องจดภาษีมูลค่าเพิ่ม การปรึกษากับบริษัทรับจด VAT ที่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษีและบัญชีคอยให้บริการ ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ
โดย METI Accounting ของเราก็พร้อมให้คำปรึกษาอย่างเต็มที่ ด้วยผู้เชี่ยวชาญมากประสบการณ์ ให้คุณสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างถูกต้องเต็มประสิทธิภาพมากที่สุด นอกจากนี้เรายังมีบริการจัดทำบัญชีรายเดือน บริการตรวจสอบบัญชี ที่ปรึกษาทางบัญชีและการวางแผนภาษีอากร บริการจัดสัมมนาธุรกิจและการเงิน พร้อมทั้งบริการอื่นๆ เกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจแบบครบวงจร

