Skip to content Skip to footer

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายคืออะไร? และใครต้องเสียบ้าง

 เข้าใจภาษีหัก ณ ที่จ่ายอย่างละเอียด ตั้งแต่ความหมาย อัตราการหัก วิธียื่นและวิธีแก้ไขเมื่อส่งสรรพากรไม่ทันหรือผิดพลาด 

การทำธุรกิจในปัจจุบันไม่ใช่แค่การขายสินค้าหรือบริการให้ได้กำไรเท่านั้น แต่ยังต้องเข้าใจเรื่องภาษีอากรที่เกี่ยวข้องด้วย หนึ่งในภาษีที่ผู้ประกอบการมักสับสนคือ หัก ณ ที่จ่าย บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจหลักการทำงาน หน้าที่ของบริษัท และวิธีการแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดข้อผิดพลาดในการนำส่งภาษีประเภทนี้

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายคืออะไร?

หัก ณ ที่จ่าย คือระบบการจัดเก็บภาษีล่วงหน้าที่กรมสรรพากรกำหนดให้ผู้จ่ายเงินหักภาษีไว้ส่วนหนึ่งก่อนจ่ายให้ผู้รับเงิน แล้วนำส่งให้รัฐ ทำให้ผู้รับเงินได้รับเงินไม่เต็มจำนวน แต่จะได้รับเอกสาร “หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย” หรือที่เรียกว่า “50 ทวิ” แทน

ภาษีนี้มีขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการคือ

  1. ช่วยให้รัฐมีรายได้เข้าคลังอย่างสม่ำเสมอ ไม่ต้องรอเก็บภาษีเพียงครั้งเดียวปลายปี
  2. ช่วยลดภาระของผู้เสียภาษี ทำให้ทยอยเสียภาษีทีละน้อย แทนที่จะต้องเสียครั้งใหญ่ในคราวเดียว

บริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเมื่อจ่ายค่าอะไรบ้าง และหักกี่ %

การหักภาษี ณ ที่จ่ายจะเกิดขึ้นเมื่อมีการจ่ายเงินที่เข้าเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนด โดยอัตราการหักแตกต่างกันตามประเภทของเงินได้ ดังนี้

เงินได้ที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายและอัตราการหัก

  1. ค่าจ้างและเงินเดือน:
    • อัตราภาษี: ตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (0-35%)
    • หมายเหตุ: คำนวณจากเงินได้ทั้งปีหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน
  2. ค่าจ้างทำของ/บริการทั่วไป:
    • อัตราภาษี: 3%
    • ตัวอย่าง: การจ้างออกแบบเว็บไซต์, จ้างทำนามบัตร, จ้างเขียนโปรแกรม
  3. ค่าวิชาชีพอิสระ (ทนายความ, วิศวกร, สถาปนิก, นักบัญชี, ศิลปิน, แพทย์):
    • อัตราภาษี: 3%
  4. ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์:
    • อัตราภาษี: 5%
    • หมายเหตุ: ผู้เช่าต้องมีสิทธิถือกุญแจหรือใช้พื้นที่แต่ผู้เดียว
  5. ค่าโฆษณา:
    • อัตราภาษี: 2%
    • ตัวอย่าง: ค่าลงโฆษณาในสื่อสิ่งพิมพ์, ออนไลน์
  6. ค่าขนส่ง:
    • อัตราภาษี: 1%
    • ไม่รวมไปรษณีย์ไทย ซึ่งได้รับการยกเว้น

เงื่อนไขการหักภาษี ณ ที่จ่าย

การหักภาษี ณ ที่จ่ายจะเกิดขึ้นเมื่อ

  • จ่ายเงินตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไปต่อครั้ง
  • หากมีการแบ่งจ่ายหลายครั้ง แต่รวมแล้วเกิน 1,000 บาท ก็ต้องหักทุกครั้ง
  • กรณีค่าบริการรายเดือนที่มีสัญญาต่อเนื่อง เช่น ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเทอร์เน็ต แม้แต่ละเดือนไม่ถึง 1,000 บาท ก็ต้องหัก เพราะถือว่ายอดรวมทั้งปีเกิน 1,000 บาท

หักเสร็จแล้วบริษัทมีหน้าที่ทำอะไรต่อ

เมื่อบริษัทหรือผู้จ่ายเงินได้หักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว จะมีหน้าที่ต้องดำเนินการต่อดังนี้

1. ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ)

บริษัทต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือที่เรียกว่า “50 ทวิ” ให้แก่ผู้ถูกหักภาษี โดยควรทำอย่างน้อย 4 ฉบับ

  • ฉบับที่ 1 (ต้นฉบับ): มอบให้ผู้ถูกหักภาษี เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการขอคืนหรือเครดิตภาษี
  • ฉบับที่ 2 (สำเนา): มอบให้ผู้ถูกหักภาษี เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน
  • ฉบับที่ 3 (สำเนา): สำหรับนำส่งสรรพากร
  • ฉบับที่ 4 (สำเนา): บริษัทผู้หักภาษีเก็บไว้เป็นหลักฐาน

ใบ 50 ทวิ ควรมีข้อมูลครบถ้วน ได้แก่

  • ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้จ่ายเงิน
  • ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้รับเงิน
  • ประเภทเงินได้ที่จ่าย
  • จำนวนเงินที่จ่าย
  • จำนวนภาษีที่หักและนำส่ง
  • วันเดือนปีที่จ่ายเงินและหักภาษี

2. นำส่งภาษีให้กรมสรรพากร

บริษัทต้องนำส่งภาษีที่หักไว้ให้กรมสรรพากรภายในกำหนด โดยใช้แบบฟอร์มที่เหมาะสมตามประเภทเงินได้และผู้รับเงิน

ภ.ง.ด. 1, ภ.ง.ด. 2, ภ.ง.ด. 3, ภ.ง.ด. 53 และ ภ.ง.ด. 54 ต่างกันอย่างไร

แบบฟอร์มการนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายมีหลายแบบ ขึ้นอยู่กับผู้รับเงินและประเภทของเงินได้ ดังนี้

1.ภ.ง.ด.1

  • ใช้สำหรับ: การจ่ายเงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส หรือผลประโยชน์อื่นๆ ให้แก่พนักงานที่เป็นบุคคลธรรมดา
  • ผู้รับเงิน: บุคคลธรรมดาที่เป็นพนักงาน ลูกจ้าง
  • ประเภทเงินได้: เงินได้ประเภ 40(1)  เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส เบี้ยเลี้ยง เงินประจำตำแหน่ง และเงินได้ประเภทที่ 40(2)  เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานใ โดยจะเน้นเรื่องการใช้แรงงานตัวเองเป็นหลัก

2. ภ.ง.ด.2

  • ใช้สำหรับ: การจ่ายเงินได้ประเภท 3 และ 4 ให้แก่บุคคลธรรมดา
  • ผู้รับเงิน: บุคคลธรรมดาที่ได้รับเงินได้จากทรัพย์สินทางปัญญาหรือเงินลงทุน
  • ประเภทเงินได้: เงินได้ประเภท 40(3)  (ค่าลิขสิทธิ์ ค่าตอบแทนทรัพย์สินทางปัญญา ค่า Goodwill) และเงินได้ประเภท (4) (ดอกเบี้ย เงินปันผล ผลประโยชน์จากการโอนหุ้น พันธบัตร หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้)
  1. ภ.ง.ด.53
  • ใช้สำหรับ: การจ่ายเงินได้ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย
  • ผู้รับเงิน: นิติบุคคลในประเทศไทย
  • ประเภทเงินได้: ค่าบริการ ค่าเช่า ค่าขนส่ง ค่าโฆษณา ดอกเบี้ย เงินปันผล ฯลฯ
  1. ภ.ง.ด. 54
  • ใช้สำหรับ: การจ่ายเงินได้ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จดทะเบียนในต่างประเทศและไม่ได้ประกอบกิจการในประเทศไทย
  • ผู้รับเงิน: นิติบุคคลต่างประเทศ
  • ประเภทเงินได้: กำไรจากธุรกิจตามมาตรา 40(2) ถึง(5) เช่น ค่าลิขสิทธิ์ ค่าบริการ ดอกเบี้ย เงินปันผล ค่าเช่า โดยอาจได้รับยกเว้นการหักภาษี ณ ที่จ่าย บางประเภทของเงินได้กรณีที่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศไทยกับประเทศที่นิติบุคคลนั้นตั้งอยู่

ต้องส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายกับสรรพากรเมื่อไหร่

การนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายมีกำหนดเวลาและวิธีการดังนี้

กำหนดเวลายื่นแบบและนำส่งภาษี

  • แบบอิเล็กทรอนิกส์: ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปจากเดือนที่จ่ายเงินและหักภาษี

วิธีการยื่นแบบและนำส่งภาษี

  1. ยื่นแบบกระดาษ: ยื่นที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา หรือสำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่
  2. ยื่นแบบอิเล็กทรอนิกส์: ยื่นผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากร (www.rd.go.th) หรือผ่านตัวแทนที่ได้รับอนุญาต เช่น ธนาคาร

50 ทวิต้องส่งเมื่อไหร่

การออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือ 50 ทวิ มีกำหนดเวลาดังนี้

  1. กรณีทั่วไป: ต้องออกทันทีเมื่อมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย
  2. กรณีเงินเดือนพนักงาน: ออก 50 ทวิ อย่างน้อยปีละครั้ง ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ของปีถัดไป
  3. กรณีออกหลังจากส่งภาษีแล้ว: ต้องมีข้อความระบุเลขที่และวันเดือนปีของใบเสร็จรับเงินที่ได้รับจากกรมสรรพากร

ส่งสรรพากรไม่ทันต้องทำอย่างไร

หากไม่สามารถนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายได้ทันตามกำหนด จะมีบทลงโทษและวิธีการแก้ไขดังนี้

บทลงโทษกรณีนำส่งล่าช้า

  1. เงินเพิ่ม: ร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของภาษีที่ต้องนำส่ง นับแต่วันพ้นกำหนดเวลาจนถึงวันนำส่ง
  2. เบี้ยปรับ: อาจถูกเรียกเก็บเพิ่มเติมในอัตราร้อยละ 100 ของภาษีที่ไม่ได้นำส่งหรือนำส่งไม่ครบ

วิธีการแก้ไข

  1. รีบนำส่งภาษีทันทีที่ทราบว่าส่งล่าช้า
  2. ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหัก ณ ที่จ่าย พร้อมระบุเหตุผลของความล่าช้า
  3. คำนวณและชำระเงินเพิ่มพร้อมกับการนำส่งภาษี
  4. หากมีเหตุผลอันสมควร สามารถทำหนังสือขอลดหรืองดเบี้ยปรับได้ (แต่ไม่สามารถขอลดเงินเพิ่มได้)

ส่งภาษีผิดต้องทำอย่างไร

กรณีนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายผิดพลาด เช่น คำนวณผิด หรือใช้แบบผิด มีวิธีการแก้ไขดังนี้

กรณีนำส่งภาษีไว้น้อยกว่าที่ควร

  1. ยื่นแบบแสดงรายการเพิ่มเติม (แบบชุดเดิม แต่ทำเครื่องหมายว่า “เพิ่มเติม”)
  2. ระบุเฉพาะส่วนที่ขาดไป
  3. ชำระภาษีส่วนที่ขาดพร้อมเงินเพิ่ม (ถ้ามี)

กรณีนำส่งภาษีไว้มากกว่าที่ควร

  1. ยื่นคำร้องขอคืนภาษี โดยแนบหลักฐานประกอบ เช่น สำเนาแบบที่ยื่นไปแล้ว ใบเสร็จรับเงิน
  2. ระบุเหตุผลและจำนวนเงินที่ขอคืน
  3. กรมสรรพากรจะตรวจสอบก่อนคืนเงิน ซึ่งอาจใช้เวลา 60-180 วัน

กรณีใช้แบบผิด

  1. ยื่นแบบที่ถูกต้องใหม่พร้อมระบุว่าเคยยื่นแบบผิดไปแล้ว
  2. ขอคืนภาษีจากแบบเดิมที่ยื่นผิด (ถ้ามี)
  3. หากภาษีที่ต้องชำระตามแบบใหม่มากกว่าแบบเดิม ให้ชำระส่วนต่างพร้อมเงินเพิ่ม

ส่ง 50 ทวิให้คนที่เราหักไม่ทันหรือผิดต้องทำอย่างไร

กรณีออกใบ 50 ทวิล่าช้า

  1. รีบออกใบ 50 ทวิ ทันทีที่เป็นไปได้
  2. ระบุวันที่หักภาษีและนำส่งภาษีที่แท้จริง
  3. แจ้งผู้ถูกหักภาษีถึงความล่าช้าและเหตุผล
  4. ไม่มีบทลงโทษทางกฎหมายโดยตรง แต่อาจกระทบความสัมพันธ์ทางธุรกิจ

กรณีออกใบ 50 ทวิผิด

  1. ยกเลิกฉบับเดิมและออกฉบับใหม่ที่ถูกต้อง
  2. ทำบันทึกระบุว่ายกเลิกฉบับใดและออกฉบับใหม่แทน
  3. หากข้อมูลในใบ 50 ทวิ ไม่ตรงกับการนำส่งภาษี อาจต้องยื่นแบบเพิ่มเติมหรือขอคืนภาษี (ตามกรณี)
  4. ติดต่อผู้ถูกหักภาษีโดยเร็วเพื่อส่งฉบับที่ถูกต้อง โดยเฉพาะก่อนฤดูการยื่นภาษีเงินได้

สรุป

หัก ณ ที่จ่าย เป็นระบบการจัดเก็บภาษีล่วงหน้าที่ช่วยให้รัฐมีรายได้สม่ำเสมอและช่วยลดภาระภาษีก้อนใหญ่ของผู้เสียภาษี บริษัทที่เป็นผู้จ่ายเงินมีหน้าที่หักภาษีตามอัตราที่กำหนด ออกใบ 50 ทวิ และนำส่งภาษีให้กรมสรรพากรตามกำหนดเวลา

การปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้องจะช่วยป้องกันการเสียค่าปรับและเงินเพิ่ม หากเกิดข้อผิดพลาด ควรรีบดำเนินการแก้ไขโดยเร็ว ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกและลดความเสี่ยงในการผิดพลาด บริษัทอาจพิจารณาใช้ซอฟต์แวร์บัญชีหรือว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อช่วยในการดำเนินการ

คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง

  • สรรพากร
  • หัก ณ ที่จ่าย
  • 50 ทวิ
  • ยื่นภาษีภงด 1
  • ภงด 3
  • แบบภงด 53