เข้าใจภาษีหัก ณ ที่จ่ายอย่างละเอียด ตั้งแต่ความหมาย อัตราการหัก วิธียื่นและวิธีแก้ไขเมื่อส่งสรรพากรไม่ทันหรือผิดพลาด
การทำธุรกิจในปัจจุบันไม่ใช่แค่การขายสินค้าหรือบริการให้ได้กำไรเท่านั้น แต่ยังต้องเข้าใจเรื่องภาษีอากรที่เกี่ยวข้องด้วย หนึ่งในภาษีที่ผู้ประกอบการมักสับสนคือ หัก ณ ที่จ่าย บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจหลักการทำงาน หน้าที่ของบริษัท และวิธีการแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดข้อผิดพลาดในการนำส่งภาษีประเภทนี้
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายคืออะไร?
หัก ณ ที่จ่าย คือระบบการจัดเก็บภาษีล่วงหน้าที่กรมสรรพากรกำหนดให้ผู้จ่ายเงินหักภาษีไว้ส่วนหนึ่งก่อนจ่ายให้ผู้รับเงิน แล้วนำส่งให้รัฐ ทำให้ผู้รับเงินได้รับเงินไม่เต็มจำนวน แต่จะได้รับเอกสาร “หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย” หรือที่เรียกว่า “50 ทวิ” แทน
ภาษีนี้มีขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการคือ
- ช่วยให้รัฐมีรายได้เข้าคลังอย่างสม่ำเสมอ ไม่ต้องรอเก็บภาษีเพียงครั้งเดียวปลายปี
- ช่วยลดภาระของผู้เสียภาษี ทำให้ทยอยเสียภาษีทีละน้อย แทนที่จะต้องเสียครั้งใหญ่ในคราวเดียว
บริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเมื่อจ่ายค่าอะไรบ้าง และหักกี่ %
การหักภาษี ณ ที่จ่ายจะเกิดขึ้นเมื่อมีการจ่ายเงินที่เข้าเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนด โดยอัตราการหักแตกต่างกันตามประเภทของเงินได้ ดังนี้
เงินได้ที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายและอัตราการหัก
- ค่าจ้างและเงินเดือน:
- อัตราภาษี: ตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (0-35%)
- หมายเหตุ: คำนวณจากเงินได้ทั้งปีหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน
- ค่าจ้างทำของ/บริการทั่วไป:
- อัตราภาษี: 3%
- ตัวอย่าง: การจ้างออกแบบเว็บไซต์, จ้างทำนามบัตร, จ้างเขียนโปรแกรม
- ค่าวิชาชีพอิสระ (ทนายความ, วิศวกร, สถาปนิก, นักบัญชี, ศิลปิน, แพทย์):
- อัตราภาษี: 3%
- ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์:
- อัตราภาษี: 5%
- หมายเหตุ: ผู้เช่าต้องมีสิทธิถือกุญแจหรือใช้พื้นที่แต่ผู้เดียว
- ค่าโฆษณา:
- อัตราภาษี: 2%
- ตัวอย่าง: ค่าลงโฆษณาในสื่อสิ่งพิมพ์, ออนไลน์
- ค่าขนส่ง:
- อัตราภาษี: 1%
- ไม่รวมไปรษณีย์ไทย ซึ่งได้รับการยกเว้น
เงื่อนไขการหักภาษี ณ ที่จ่าย
การหักภาษี ณ ที่จ่ายจะเกิดขึ้นเมื่อ
- จ่ายเงินตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไปต่อครั้ง
- หากมีการแบ่งจ่ายหลายครั้ง แต่รวมแล้วเกิน 1,000 บาท ก็ต้องหักทุกครั้ง
- กรณีค่าบริการรายเดือนที่มีสัญญาต่อเนื่อง เช่น ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเทอร์เน็ต แม้แต่ละเดือนไม่ถึง 1,000 บาท ก็ต้องหัก เพราะถือว่ายอดรวมทั้งปีเกิน 1,000 บาท
หักเสร็จแล้วบริษัทมีหน้าที่ทำอะไรต่อ
เมื่อบริษัทหรือผู้จ่ายเงินได้หักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว จะมีหน้าที่ต้องดำเนินการต่อดังนี้
1. ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ)
บริษัทต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือที่เรียกว่า “50 ทวิ” ให้แก่ผู้ถูกหักภาษี โดยควรทำอย่างน้อย 4 ฉบับ
- ฉบับที่ 1 (ต้นฉบับ): มอบให้ผู้ถูกหักภาษี เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการขอคืนหรือเครดิตภาษี
- ฉบับที่ 2 (สำเนา): มอบให้ผู้ถูกหักภาษี เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน
- ฉบับที่ 3 (สำเนา): สำหรับนำส่งสรรพากร
- ฉบับที่ 4 (สำเนา): บริษัทผู้หักภาษีเก็บไว้เป็นหลักฐาน
ใบ 50 ทวิ ควรมีข้อมูลครบถ้วน ได้แก่
- ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้จ่ายเงิน
- ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้รับเงิน
- ประเภทเงินได้ที่จ่าย
- จำนวนเงินที่จ่าย
- จำนวนภาษีที่หักและนำส่ง
- วันเดือนปีที่จ่ายเงินและหักภาษี
2. นำส่งภาษีให้กรมสรรพากร
บริษัทต้องนำส่งภาษีที่หักไว้ให้กรมสรรพากรภายในกำหนด โดยใช้แบบฟอร์มที่เหมาะสมตามประเภทเงินได้และผู้รับเงิน
ภ.ง.ด. 1, ภ.ง.ด. 2, ภ.ง.ด. 3, ภ.ง.ด. 53 และ ภ.ง.ด. 54 ต่างกันอย่างไร
แบบฟอร์มการนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายมีหลายแบบ ขึ้นอยู่กับผู้รับเงินและประเภทของเงินได้ ดังนี้
1.ภ.ง.ด.1
- ใช้สำหรับ: การจ่ายเงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส หรือผลประโยชน์อื่นๆ ให้แก่พนักงานที่เป็นบุคคลธรรมดา
- ผู้รับเงิน: บุคคลธรรมดาที่เป็นพนักงาน ลูกจ้าง
- ประเภทเงินได้: เงินได้ประเภ 40(1) เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส เบี้ยเลี้ยง เงินประจำตำแหน่ง และเงินได้ประเภทที่ 40(2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานใ โดยจะเน้นเรื่องการใช้แรงงานตัวเองเป็นหลัก
2. ภ.ง.ด.2
- ใช้สำหรับ: การจ่ายเงินได้ประเภท 3 และ 4 ให้แก่บุคคลธรรมดา
- ผู้รับเงิน: บุคคลธรรมดาที่ได้รับเงินได้จากทรัพย์สินทางปัญญาหรือเงินลงทุน
- ประเภทเงินได้: เงินได้ประเภท 40(3) (ค่าลิขสิทธิ์ ค่าตอบแทนทรัพย์สินทางปัญญา ค่า Goodwill) และเงินได้ประเภท (4) (ดอกเบี้ย เงินปันผล ผลประโยชน์จากการโอนหุ้น พันธบัตร หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้)
- ภ.ง.ด.53
- ใช้สำหรับ: การจ่ายเงินได้ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย
- ผู้รับเงิน: นิติบุคคลในประเทศไทย
- ประเภทเงินได้: ค่าบริการ ค่าเช่า ค่าขนส่ง ค่าโฆษณา ดอกเบี้ย เงินปันผล ฯลฯ
- ภ.ง.ด. 54
- ใช้สำหรับ: การจ่ายเงินได้ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จดทะเบียนในต่างประเทศและไม่ได้ประกอบกิจการในประเทศไทย
- ผู้รับเงิน: นิติบุคคลต่างประเทศ
- ประเภทเงินได้: กำไรจากธุรกิจตามมาตรา 40(2) ถึง(5) เช่น ค่าลิขสิทธิ์ ค่าบริการ ดอกเบี้ย เงินปันผล ค่าเช่า โดยอาจได้รับยกเว้นการหักภาษี ณ ที่จ่าย บางประเภทของเงินได้กรณีที่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศไทยกับประเทศที่นิติบุคคลนั้นตั้งอยู่
ต้องส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายกับสรรพากรเมื่อไหร่
การนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายมีกำหนดเวลาและวิธีการดังนี้
กำหนดเวลายื่นแบบและนำส่งภาษี
- แบบอิเล็กทรอนิกส์: ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปจากเดือนที่จ่ายเงินและหักภาษี
วิธีการยื่นแบบและนำส่งภาษี
- ยื่นแบบกระดาษ: ยื่นที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา หรือสำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่
- ยื่นแบบอิเล็กทรอนิกส์: ยื่นผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากร (www.rd.go.th) หรือผ่านตัวแทนที่ได้รับอนุญาต เช่น ธนาคาร
50 ทวิต้องส่งเมื่อไหร่
การออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือ 50 ทวิ มีกำหนดเวลาดังนี้
- กรณีทั่วไป: ต้องออกทันทีเมื่อมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย
- กรณีเงินเดือนพนักงาน: ออก 50 ทวิ อย่างน้อยปีละครั้ง ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ของปีถัดไป
- กรณีออกหลังจากส่งภาษีแล้ว: ต้องมีข้อความระบุเลขที่และวันเดือนปีของใบเสร็จรับเงินที่ได้รับจากกรมสรรพากร
ส่งสรรพากรไม่ทันต้องทำอย่างไร
หากไม่สามารถนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายได้ทันตามกำหนด จะมีบทลงโทษและวิธีการแก้ไขดังนี้
บทลงโทษกรณีนำส่งล่าช้า
- เงินเพิ่ม: ร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของภาษีที่ต้องนำส่ง นับแต่วันพ้นกำหนดเวลาจนถึงวันนำส่ง
- เบี้ยปรับ: อาจถูกเรียกเก็บเพิ่มเติมในอัตราร้อยละ 100 ของภาษีที่ไม่ได้นำส่งหรือนำส่งไม่ครบ
วิธีการแก้ไข
- รีบนำส่งภาษีทันทีที่ทราบว่าส่งล่าช้า
- ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหัก ณ ที่จ่าย พร้อมระบุเหตุผลของความล่าช้า
- คำนวณและชำระเงินเพิ่มพร้อมกับการนำส่งภาษี
- หากมีเหตุผลอันสมควร สามารถทำหนังสือขอลดหรืองดเบี้ยปรับได้ (แต่ไม่สามารถขอลดเงินเพิ่มได้)
ส่งภาษีผิดต้องทำอย่างไร
กรณีนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายผิดพลาด เช่น คำนวณผิด หรือใช้แบบผิด มีวิธีการแก้ไขดังนี้
กรณีนำส่งภาษีไว้น้อยกว่าที่ควร
- ยื่นแบบแสดงรายการเพิ่มเติม (แบบชุดเดิม แต่ทำเครื่องหมายว่า “เพิ่มเติม”)
- ระบุเฉพาะส่วนที่ขาดไป
- ชำระภาษีส่วนที่ขาดพร้อมเงินเพิ่ม (ถ้ามี)
กรณีนำส่งภาษีไว้มากกว่าที่ควร
- ยื่นคำร้องขอคืนภาษี โดยแนบหลักฐานประกอบ เช่น สำเนาแบบที่ยื่นไปแล้ว ใบเสร็จรับเงิน
- ระบุเหตุผลและจำนวนเงินที่ขอคืน
- กรมสรรพากรจะตรวจสอบก่อนคืนเงิน ซึ่งอาจใช้เวลา 60-180 วัน
กรณีใช้แบบผิด
- ยื่นแบบที่ถูกต้องใหม่พร้อมระบุว่าเคยยื่นแบบผิดไปแล้ว
- ขอคืนภาษีจากแบบเดิมที่ยื่นผิด (ถ้ามี)
- หากภาษีที่ต้องชำระตามแบบใหม่มากกว่าแบบเดิม ให้ชำระส่วนต่างพร้อมเงินเพิ่ม
ส่ง 50 ทวิให้คนที่เราหักไม่ทันหรือผิดต้องทำอย่างไร
กรณีออกใบ 50 ทวิล่าช้า
- รีบออกใบ 50 ทวิ ทันทีที่เป็นไปได้
- ระบุวันที่หักภาษีและนำส่งภาษีที่แท้จริง
- แจ้งผู้ถูกหักภาษีถึงความล่าช้าและเหตุผล
- ไม่มีบทลงโทษทางกฎหมายโดยตรง แต่อาจกระทบความสัมพันธ์ทางธุรกิจ
กรณีออกใบ 50 ทวิผิด
- ยกเลิกฉบับเดิมและออกฉบับใหม่ที่ถูกต้อง
- ทำบันทึกระบุว่ายกเลิกฉบับใดและออกฉบับใหม่แทน
- หากข้อมูลในใบ 50 ทวิ ไม่ตรงกับการนำส่งภาษี อาจต้องยื่นแบบเพิ่มเติมหรือขอคืนภาษี (ตามกรณี)
- ติดต่อผู้ถูกหักภาษีโดยเร็วเพื่อส่งฉบับที่ถูกต้อง โดยเฉพาะก่อนฤดูการยื่นภาษีเงินได้
สรุป
หัก ณ ที่จ่าย เป็นระบบการจัดเก็บภาษีล่วงหน้าที่ช่วยให้รัฐมีรายได้สม่ำเสมอและช่วยลดภาระภาษีก้อนใหญ่ของผู้เสียภาษี บริษัทที่เป็นผู้จ่ายเงินมีหน้าที่หักภาษีตามอัตราที่กำหนด ออกใบ 50 ทวิ และนำส่งภาษีให้กรมสรรพากรตามกำหนดเวลา
การปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้องจะช่วยป้องกันการเสียค่าปรับและเงินเพิ่ม หากเกิดข้อผิดพลาด ควรรีบดำเนินการแก้ไขโดยเร็ว ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกและลดความเสี่ยงในการผิดพลาด บริษัทอาจพิจารณาใช้ซอฟต์แวร์บัญชีหรือว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อช่วยในการดำเนินการ
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง
- สรรพากร
- หัก ณ ที่จ่าย
- 50 ทวิ
- ยื่นภาษีภงด 1
- ภงด 3
- แบบภงด 53

